โรคปริทันต์ รักษาให้ท่วงทัน เพื่อสุขภาพฟันที่ดี

    “รอยยิ้ม” เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งบนใบหน้า หากประกอบไปด้วยฟันขาวสะอาดเรียงกันสวยงาม เหงือกสุขภาพดีมองเห็นเป็นสีชมพูอ่อนๆ และกลิ่นปากที่หอมสดชื่นน่าพูดคุยสนทนา แต่รอยยิ้มที่มีเสน่ห์อาจจะพลันดับวูบไปเมื่อสุขภาพฟันและอวัยวะภายในช่องปากเต็มไปด้วยโรคและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เป็นสิ่งที่กระชากเสน่ห์ของหนุ่มสาวหน้าตาดีหลายคนให้หมดไป เรารู้ว่าไม่มีใครอยากหมดเสน่ห์ไปกับปัญหาในช่องปาก แต่การดูแลทำความสะอาดฟันอันเป็นกิจวัตรประจำวันตามปกติของคุณอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะโรคฟันที่เรากำลังจะพูดถึงกันอยู่นี้ มักจะมาแบบไม่รู้ตัวและไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นซะด้วยสิ.. การพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ จะทำให้สามารถป้องกันและดูแลสุขภาพฟันก่อนที่จะทำให้เกิดปัญหากังวลใจ โดยเฉพาะ “โรคปริทันต์” ได้เร็วขึ้น หลายคนอาจจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า “โรคปริทันต์” แท้จริงแล้วคือโรคอะไร? ส่วนใหญ่แล้วมักเข้าใจว่าโรคปริทันต์คือโรคเหงือกอักเสบ แท้ที่จริงแล้วอาการของโรคนี้ยังรวมไปถึง โรคที่เกิดกับอวัยวะรอบฟัน ได้แก่ เหงือก เนื้อเยื่อปริทันต์ และกระดูกหุ้มรากฟันด้วย “ปริ” แปลว่า “รอบๆ” “ทันต์” แปลว่า “ฟัน” ดังนั้น โรคปริทันต์ จึงหมายถึง โรคที่เกิดกับเนื้อเยื่อหรืออวัยวะรอบๆ ตัวฟัน

    โรคปริทันต์ เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนเราต้องสูญเสียฟันไปก่อนกำหนด แต่อาการมักไม่ค่อยปรากฎให้เห็นได้ง่ายและเร็วเหมือนกับโรคฟันผุ ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงรู้จักโรคฟันผุได้ดีกว่า แต่ถ้าพูดถึง “โรคเหงือก” หรือ “โรครำมะนาด” อาจจะฟังดูคุ้นหูและเป็นที่รู้จักมากกว่า ซึ่งก็หมายถึงโรคปริทันต์นั่นเอง

    ในคนที่เป็นโรคปริทันต์อาจไม่รู้ตัว เนื่องจากในระยะแรกที่เป็นโรคนี้จะไม่มีอาการใดๆ ปรากฎให้เห็น แต่อาจสังเกตอาการที่ค่อยๆ เริ่มแสดงขึ้นมาทีละน้อยได้ว่า... ทำไมเหงือกร่นจนเห็นคอฟันได้ชัดเจน แต่บางคนอาจจะนึกไปว่าเป็นเพราะอายุที่เพิ่มขึ้น, แปรงฟันเป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งใช้น้ำยาบ้วนปากร่วมด้วยแต่ทำไมยังมีกลิ่นปาก, เหงือกเริ่มบวมฉุโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือ เลือดออกเวลาแปรงฟัน อาการเหล่านี้มีหลายคนที่สังเกตเห็นได้ แต่ก็มักปล่อยให้โรคดำเนินไปโดยไม่มีการรักษา จึงทำให้สูญเสียฟันไปในที่สุด ทั้งๆ ที่โรคนี้สามารถป้องกันและรักษาได้

    สาเหตุของโรคปริทันต์นั้น สาเหตุหลักมาจากการทำความสะอาดฟันที่ไม่ดีพอ ทำให้มีคราบอาหารเกาะติดบนผิวฟันและกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย ทำให้มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเพิ่มจำนวนไปบนผิวฟัน ที่เรียกว่า “แผ่นคราบจุลินทรีย์” หรือ “คราบพลัค (Dental Plaque)” โดยแบคทีเรียจะปล่อยสารพิษที่เป็นของเสียออกมาและถูกขับออกมาตามขอบเหงือก กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ ทำให้เหงือกอักเสบ บวม แดง มีเลือดออก มีการทำลายเนื้อเยื่อปริทันต์ทำให้เกิดการฉีกขาด กระดูกหุ้มรากฟันละลาย ส่งผลให้ร่องเหงือกลึกลงไปเรื่อยๆ หรือที่เรียกว่าเหงือกร่น ทำให้เห็นคอฟันได้ชัดเจน

    กระบวนการนี้จะเป็นไปอย่างช้าๆ เมื่ออาการเหล่านี้ เกิดขึ้นร่วมกับการตกตะกอนของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในน้ำลาย รวมกับแผ่นคราบจุลินทรีย์จนเกิดเป็น “หินน้ำลาย” หรือ “หินปูน” ซึ่งเป็นที่ยึดเกาะของแผ่นคราบจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี และไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการแปรงฟัน จึงทำให้การอักเสบของเหงือกรุนแรงขึ้น มีการทำลายเนื้อเยื่อปริทันต์และกระดูกหุ้มรากฟันมากขึ้น จนในที่สุดอาการเริ่มปรากฎให้เห็นชัดเจน ปากเริ่มส่งกลิ่นเหม็น เหงือกร่น ฟันโยก สุดท้ายอาจจะต้องสูญเสียฟันซี่นั้นไป

    นอกจากนี้แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุทางอ้อมของโรคปริทันต์ ได้แก่ ฟันซ้อนเก ฟันเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ ทำให้ทำความสะอาดได้ยาก, ลักษณะของอาหารที่รับประทาน ถ้าอาหารละเอียดอ่อนนิ่มหรือมีส่วนผสมของน้ำตาลมาก จะทำให้แผ่นคราบจุลินทรีย์มีการสะสมมากขึ้น, ลักษณะการเคี้ยวอาหาร บางคนมักเคยชินกับการเคี้ยวอาหารโดยใช้ฟันเพียงข้างเดียว จึงทำให้ฟันอีกข้างไม่ได้รับการขัดสีจากการเคี้ยวอาหารนั้นๆ ทำให้แผ่นคราบจุลินทรีย์และหินน้ำลายสะสมมากขึ้น, การขาดสารอาหารบางอย่าง โดยเฉพาะวิตามินบี ซี และ ดี, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทางร่างกาย เช่น การเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น,โรคทางระบบ เช่น เบาหวาน มะเร็งเม็ดเลือดขาว เอดส์, การใส่ฟันปลอมไม่ถูกลักษณะ, การหายใจทางปากหรือปิดปากไม่สนิท, การแปรงฟันไม่ถูกวิธี ไม่สะอาด รวมทั้งการระคายเคืองจากสารเคมี การแพ้ยา หรือการสูบบุหรี่จัด อาจทำให้เกิดโรคปริทันต์ได้

    จะเห็นได้ว่าการเกิดโรคปริทันต์เริ่มจากบริเวณเหงือกก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้น หากเราสังเกตเหงือกของตัวเองเป็นประจำ ก็อาจตรวจพบอาการเริ่มแรกของโรคปริทันต์นี้ได้ โดยปกติแล้วเหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีสีชมพูอ่อนหรือสีคล้ำตามสีผิว มีความแน่น ขอบบางแนบกับคอฟัน และปกคลุมถึงคอฟัน และมีร่องฟันตื้นๆ โดยรอบ ลึกประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ส่วนเหงือกที่เป็นโรค จะมีสีแดงและเป็นมันวาวเนื่องจากการอักเสบ ขอบเหงือกไม่แนบกับคอฟัน มีเลือดออกง่าย มีร่องฟันลึก 3-4 มิลลิเมตร และอาจลึกมากขึ้นหากมีการทำลายเนื้อเยื่อปริทันต์และกระดูกหุ้มรากฟันมากขึ้น

    ลักษณะอาการและการลุกลามของโรคปริทันต์นั้น ในระยะแรกเหงือกจะบวมแดง ขอบเหงือกไม่แนบสนิทกับคอฟัน อาจมีเลือดออกเวลาแปรงฟัน ซึ่งในตอนนี้นี่แหละ ที่หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นโรคปริทันต์ในระยะเริ่มแรกอยู่ หลังจากนั้นเมื่อเหงือกอักเสบเป็นเวลานาน เหงือกก็จะเริ่มเผยอออก แยกตัวออกจากฟันมากขึ้น รวมทั้งกระดูกหุ้มรากฟันถูกทำลายลงไปในขณะเดียวกัน ทำให้เหงือกร่น มองเห็นคอฟัน และมีกลิ่นปาก

    ในคนที่สังเกตตัวเองก็จะเริ่มเป็นกังวลใจและอยากที่จะพบทันตแทพย์เพื่อทำการรักษาฟันแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็ยังปล่อยละเลย จนกระทั่งโรคเริ่มลุกลามมากขึ้น กระดูกหุ้มรากฟันถูกทำลาย เหงือกร่นมากขึ้น ฟันโยก มีอาการปวดฟันขณะเคี้ยวอาหาร มีหนองและเลือดไหลออกมาบริเวณที่เหงือกอักเสบ และมีกลิ่นปากรุนแรง และเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรค โดยอาจมีฝีที่เหงือก ที่นอกจากจะทำให้เหงือกบวมแล้ว ยังอาจทำให้หน้าบวมตามไปด้วย ฟันโยกมากขึ้น จนในที่สุดไม่สามารถรักษาฟันให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมอีก ทำให้ต้องถอนฟันซี่นั้นออกหรือปล่อยให้หลุดออกไปเอง

    ดังนั้น เมื่อพบว่าตัวเองกำลังมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน ต้องรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่คุณจะเสียฟันซี่นั้นไป ก่อนเข้ารับการรักษา หากมีโรคประจำตัวหรือมีประวัติแพ้ยาต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบ ในเบื้องต้นทันตแพทย์จะทำการตรวจสภาพเหงือกและฟันอย่างละเอียด พร้อมกับการเอ็กซ์เรย์ (X-ray) ฟัน เพื่อทำการประเมินวินิจฉัยถึงวิธีการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งการรักษาโรคปริทันต์นี้ มีวิธีการที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการเกิดโรค ในที่นี้ จะเป็นวิธีการรักษาที่ไล่จากระดับอาการที่ยังไม่ลุกลามมาก ไปจนถึงไม่สามารถรักษาได้แล้ว ได้แก่

    1. ขูดหินปูน เป็นการรักษาในระยะแรกของการเกิดโรค เพื่อกำจัดหินปูนและคราบจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่บนตัวฟันและบริเวณขอบเหงือกออก โดยทันตแพทย์จะทำการขูดหินปูนทั้งบนตัวฟันและส่วนที่อยู่บนผิวรากฟันภายในร่องปริทันต์

    2. เกลารากฟัน เป็นการทำผิวรากฟันให้สะอาดและเรียบ เพื่อกำจัดหินปูนและคราบจุลินทรีย์ที่เกาะลึกลงไปในผิวรากฟัน เมื่อผิวรากฟันเรียบแข็ง จึงเป็นการยากต่อการสะสมของหินปูนและคราบลุจินทรีย์ จึงช่วยให้เหงือกกลับมายึดตัวฟันได้ดีขึ้น

    3. ผ่าตัดเหงือก ทันตแพทย์จะพิจารณาใช้วิธีการผ่าตัดเหงือกเมื่อใช้วิธีการขูดหินปูนและเกลารากฟันรักษาแล้วไม่ได้ผล และมีการละลายของกระดูกหุ้มรากฟันไปมาก จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาโดยการผ่าตัดเหงือกร่วมด้วย เพื่อให้ร่องเหงือกตื้นขึ้น และเป็นการกำจัดหินปูนและคราบจุลินทรีย์ที่เกาะลึกลงไป ทำให้คุณสามารถดูแลรักษาความสะอาดได้ด้วยตนเอง โดยมีขั้นตอนการผ่าตัดคือทันตแพทย์จะวางยาชาเนื้อเยื่อเหงือก แล้วตัดเนื้อเยื่อเหงือกเพื่อให้แยกออกจากฟัน หลังจากนั้นจึงทำความสะอาดอย่างล้ำลึกด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อขจัดหินปูนที่เกาะอยู่ตามซอกฟัน รวมทั้งกำจัดเนื้อเยื่อเหงือกส่วนเกินออกเพื่อให้มีพื้นที่ในการทำความสะอาดฟันได้ดีขึ้น

     4. ถอนฟัน แน่นอนว่าเป็นวิธีสุดท้ายที่ทันตแพทย์จะใช้เมื่อมีการลุกลามของเนื้อเยื่อปริทันต์ไปมาก จนไม่สามารถรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้อีกต่อไป

    การรักษาด้วยการขูดหินปูนและเกลารากฟันนั้น จะต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ากำจัดหินปูนและคราบจุลินทรีย์จากตัวฟันออกได้หมด คุณจึงต้องมาพบแพทย์ตามนัด ส่วนการผ่าตัดเหงือกและการถอนฟัน หลังผ่าตัดสามารถกลับบ้านทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องหยุดงานหรือพักฟื้น เพียงแต่ต้องรับประทานยาและทำความสะอาดช่องปากตามที่ทันตแพทย์แนะนำเท่านั้น และแผลผ่าตัดจะหายดีขึ้นภายใน 1 อาทิตย์

    หลังจากรักษาโรคปริทันต์แล้ว จำเป็นที่จะต้องคงสภาพเหงือกและฟันที่ดีไว้ เพราะโรคนี้สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก หากคุณดูแลสุขภาพในช่องปากไม่ดีพอ นั่นหมายความว่า หากไม่สามารถกำจัดคราบหินปูนและคราบจุลินทรีย์ได้ดี เมื่อเกิดการสะสมในระดับหนึ่งแบคทีเรียในคราบจุลินทรีย์ก็สามารถออกฤทธิ์และทำลายเนื้อเยื่อปริทันต์ได้อีกครั้ง จึงทำให้เหงือกกลับมาอักเสบได้ใหม่ ดังนั้น ในระหว่างการรักษาและหลังการรักษา คุณต้องดูแลทำความสะอาดสุขภาพในช่องปากให้ดีเป็นประจำ

    การรักษาโรคปริทันต์หัวใจสำคัญอยู่ที่ตัวคนไข้เอง เพราะคราบจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเกิดขึ้นตลอดเวลาตามธรรมชาติ ดังนั้น หลักการสำคัญที่จะหยุดยั้งการเกิดโรคปริทันต์ คือ การควบคุมการเกิดคราบจุลินทรีย์ และ การขจัดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีผลต่อโรคปริทันต์ให้หมดไป การป้องกันโรคปริทันต์และการดูแลหลังการรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่

1. ดูแลทำความสะอาดช่องปากด้วยตัวเองที่บ้าน

    - การแปรงฟันอย่างถูกวิธี สม่ำเสมอทุกวัน โดยคำนึงว่าการแปรงฟันแต่ละครั้งนั้นสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ออกไปได้หมดโดยไม่ทำอันตรายต่อเหงือกและฟัน ให้ความสำคัญตั้งแต่แปรงสีฟันที่คุณเลือกใช้ ยาสีฟันควรเลือกที่มีฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ และควรเปลี่ยนแปรงสีฟันตามอายุการใช้งานทุก 3 เดือน หรือเมื่อขนแปรงบานผิดปกติ

    - การใช้สีย้อมคราบจุลินทรีย์ สีย้อมคราบจุลินทรีย์ เป็นยาเม็ดหรือยาน้ำ มีสีแดง ใช้สำหรับย้อมคราบจุลินทรีย์เพื่อดูประสิทธิภาพการแปรงฟันว่าสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้หมดหรือไม่ ควรใช้ยานี้หลังการแปรงฟัน เพื่อช่วยชี้ว่าบริเวณใดที่ยังแปรงไม่สะอาด ซึ่งจะทำให้มีการปรับปรุงการแปรงฟันให้ดียิ่งขึ้น

    - การใช้อุปกรณ์ช่วยทำความสะอาดบริเวณซอกฟัน ซึ่งเป็นบริเวณที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง เช่น การใช้ไหมขัดฟัน การใช้แปรงซอกฟัน หรือ การปรึกษาทันตแพทย์เพื่อให้สามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง

    - การใช้ยาฆ่าเชื้อ เพื่อลดการเกิดคราบจุลินทรีย์ มักนำมาใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาบ้วนปากและยาสีฟัน

2. รับบริการตรวจและรักษาโดยทันตแพทย์

    ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและเหงือก ทุกๆ 3-6 เดือน เพื่อตรวจดูว่ามีคราบจุลินทรีย์และหินปูนหลงเหลือจากการทำความสะอาดด้วยตัวเองหรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดใหม่ของโรคปริทันต์ และเพื่อที่จะได้รับการรักษาในระยะแรก

    สำหรับใครที่อยากจัดฟันและมีความสงสัยว่า หากกำลังเป็นโรคปริทันต์อยู่ จะสามารถจัดฟันได้หรือไม่นั้น ขอตอบว่า ควรรักษาโรคปริทันต์ให้หายก่อนเป็นเวลา 4-6 เดือน หลังจากนั้นจึงเริ่มที่จะจัดฟันได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อให้แผลที่เกิดจากการรักษาโรคปริทันต์หายดีซะก่อน และทันตแพทย์ประเมินได้ว่าคุณสามารถดูแลสุขภาพอนามัยในช่องปากของตนเองได้เป็นอย่างดีก่อนจัดฟัน เพราะเมื่อติดเครื่องมือจัดฟันไปแล้ว การทำความสะอาดจะทำได้ยุ่งยากมากกว่า แต่หากยังมีการลุกลามของโรคอยู่ การจัดฟันจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทำลายอวัยวะปริทันต์เพิ่มมากขึ้นได้

    หากไม่อยากสูญเสียฟันอันสวยงามของคุณไป ควรดูแลทำความสะอาดช่องปากเป็นประจำและพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีสุขภาพฟันที่แข็งแรง และเพิ่มความมั่นใจให้เต็มร้อยกับรอยยิ้มอันสดใสบนใบหน้า